เกือบเป็นนิทานชาวนากับงูเห่า! หนุ่มจิตใจเมตตาจับ งูกะปะ มือเปล่า คิดว่าเป็น ลูกงูหลาม เอากลับบ้าน หวังชุบเลี้ยง

เกือบจะได้ดูนิทานชาวนากับงูเห่าแบบสดๆ สำหรับเจ้าของเฟซบุ๊ค Ton PhiChet ที่แชร์เรื่องราว ว่าตนเองเห็นงูกำลังนอนอยู่กลางถนน และคิดว่าเป็นลูกงูหลาม เลยใช้มือเปล่าจับงูเพื่อจะเอาไปไว้ที่บ้าน เพราะตนเองเป็นคนเลี้ยงงูอยู่แล้ว แต่พอเจ้าตัวโพสต์รูปงูลงในเฟซบุ๊คเท่านั้นละ ทุกๆ คนก็เข้ามาคอมเม้นต์มันคือ “งูกะปะ” งูพิษตัวท็อปที่มีพิษอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ซึ่งงานนี้บอกเลยว่าเจ้าตัวโชคดีมากๆ ที่ไม่โดนงูกะปะตัวนี้ฉก ไม่งั้นได้ไปเริงร่าบนสวรรค์แล้วแน่นวลแล้วพ่อพระ พ่อคุ๊ณณณณณณณ ซึ่งท้ายที่สุดหนุ่มรายนี้ก็ได้เอาเจ้างูกะปะไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

“แชร์ประสบการณ์นะครับ ปกติต้นเป็นคนที่รักงู ชอบงูอยู่แล้ว แล้วยังเลี้ยงงูบอลไพธ่อน กับ งูคอนสเนคอีกด้วย… วันนี้ประมาณเที่ยงคืน ไปเจองูนอนอยู่กลางถนน ด้วยความที่เราคิดว่า มันคืองูหลาม และถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ต้องโดนรถทับตายแน่ๆ เราเลยตัดสินใจลงจากรถเพื่อไปจับน้องกลับมาบ้านด้วย ***จับโดยที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าคลุมที่ตัวงู แล้วจับที่คองูอุ้มขึ้นรถมาเลย พอกลับมาถึงบ้านก็เอาใส่กล่องไม้สำหรับเลี้ยงงูไว้ สรุป…งูที่จับมา คืองูกะปะ งูพิษอันตรายมากชนิดหนึ่ง ถือว่าโชคดีมากที่เราไม่โดนกัด และต้องขอบคุณเพื่อนๆในเพจด้วยนะครับที่ให้ความรู้ครั้งนี้ คืนนี้ก็นอนด้วยกันไปก่อนนะเจ้างูน้อย พรุ่งนี้พี่จะพาไปปล่อยเข้าป่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องพบเจอคน ใจร้ายอย่างเธอ 555 (ไม่ขายน้องนะครับ ไม่ต้องทักมา เพราะตั้งใจจะเอาน้องไปปล่อยป่าตั้งแต่ก่อนลงไปจับแล้ว)”

งูกะปะ เป็นงูพิษที่มีพิษรุนแรงมาก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Calloselasma rhodostoma จัดเป็นงูเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Calloselasma โดยไม่มีชนิดย่อย

ลักษณะหัวเป็นรูปสามเหลี่ยม คอเล็ก ลำตัวอ้วน หางเรียวสั้น มีลายเป็นรูปเหมือนหลังคาบ้านอยู่ด้านข้างตลอดลำตัว มีสีเทาอมชมพูลายสีน้ำตาลเข้ม เกล็ดมีขนาดใหญ่ จะงอยปากงอนขึ้นข้างบน หากินเวลาพลบค่ำและกลางคืน โดยเฉพาะในเวลาที่มีความชื้นในอากาศสูง เช่น หลังฝนตก ชอบอาศัยในดินปนทรายที่มีใบไม้หรือเศษซากไม้ทับถมกันเพื่อซ่อนตัว ด้วยสีสันและลวดลายจึงทำให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้อย่างดีเยี่ยม เป็นงูที่ไม่ปราดเปรียว เวลาตกใจจะงอตัวหรือขดนิ่ง แต่ฉกกัดรวดเร็วมาก กินอาหารได้แก่ สัตว์ขนาดเล็ก เช่น หนู, นก หรือสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก มีความยาวเต็มที่ประมาณ 1 เมตร ออกไข่ครั้งละ 10–20 ฟองสามารถผสมพันธุ์และวางไข่ได้ทุกฤดูกาล ในตัวที่มีสีคล้ำเรียกว่า “งูปะบุก”

พบกระจายพันธุ์ทั่วไปในภูมิภาคอินโดจีนไปจนถึงแหลมมลายู สำหรับในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค แต่จะพบมากที่สุดในภาคใต้ เป็นงูที่ปรับตัวให้อาศัยอยู่ในพื้น ๆ ที่มีการทำเกษตรกรรมได้ เช่น สวนยางพาราหรือสวนปาล์มน้ำมัน จึงมักจะมีผู้ถูกกัดอยู่บ่อย ๆ นับเป็นงูพิษที่มีอันตรายต่อมนุษย์มากที่สุดที่พบในประเทศไทย ซึ่งพิษของงูกะปะนั้นมีผลต่อระบบเลือด ทำให้เลือดออกมากผิดปกติ เมื่อถูกกัดภายใน 10 นาทีหลังบริเวณรอบแผลที่ถูกกัดจะบวมขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งแขนหรือขาข้างนั้นบวมไปหมดภายใน 1 ชั่วโมง โดยในรอยเขี้ยวจะมีเลือดไหลตลอดเวลา บริเวณแขนขาที่บวมจะมีสีเขียวคล้ำ ผิวหนังเกิดพองตอนแรกมีน้ำใสต่อมาภายหลังมีเลือด ภายหลังถูกกัดไม่กี่วันรอยเขี้ยวจะเกิดการเน่า ทำให้ผิวหนังมีเลือดออกเป็นรอยคล้ำ เลือดออกทางเดินอาหาร ผู้ที่โดนกัดจะเสียชีวิตได้จากความดันโลหิตต่ำ ซึ่งความดันโลหิตต่ำ เกิดจากการเสียเลือดนั่นเอง โดยคำว่า “กะปะ” เป็นภาษาใต้ แปลว่า “ปากเหม็น” ซึ่งหมายถึง แผลของผู้ที่ถูกกัดจะเน่าเหม็น จัดเป็น 1 ใน 7 งูพิษที่มีความสำคัญต่อวงการแพทย์และพิษวิทยา

Facebook Comments